ต้อนรับความคริสต์มาสกับชีวิตบนเส้นถนนแห่งหนึ่ง
วันนี้นั่งรถสองแถวเชียงใหม่ - ลำพูน มันก็คลายๆกับเวลาเราขึ้นรถเมย์นั้นแหละ เพียงเเต่ไอ่รถสองเถวนี้มันเล็กกว่า สั้นกว่า และ นั่งได้น้อยกว่า คือ ทุกๆคนต้องนั่งเบียดกัน ถ้ามันล้นก็ต้องเกาะห้อยตูดรถไป
ปกติเเล้ว มุมิ ก็ขึ้นรถสองเเถวกลับบ้านด้วยตัวเองไม่บ่อยหรอก แต่วันนี้ขึ้นรถสองเเถวเเล้วมันมีเรื่องน่าประทับใจอยู่หลายเรื่อง คือ เป็นเรื่องที่คนเราในยุคนี้คงแทบจะไม่ค่อยได้เห็นกันซะเท่าไร เพราะโลกสู่ยุคความเจริญมากขึ้น อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามโลก
ตอนนั้น มุมิ รีบวิ่งขึ้นรถสองแถว ตอนแรก คนในรกนั้นก็ยังน้อยๆอยู่ จากนั้นก็เริ่มเพิ่มขึ้นๆ จนรถสองแถวสีฟ้าเต็มคัน ผู้หญิงเเละเด็ก จนรวมไปถึง ผู้สูงอายุ จะได้นั่งข้างใน ส่วนผู้ชายวัยทำงานวัยรุ่นก็ยืนเกาะรถไป
รถคันน้อยค่อยๆเคลื่อนออกไป ในระหว่างทางที่ผ่านนั้น จะมีคนขึ้นรถด้วย ซึ่งคนที่ขึ้นรถต่างก็ต่างหน้า ต่างตา ต่างถิ่นอาศัย เวลาพวกเขาขึ้นรถ ก็จะมีการช่วยถือของคน ถือของกัน ถ้าเป็นแม่ค้าหรือพ่อค้าพวกเขาก็จะเสนอสินค้าแนะนำ ซึ่งคนในรถจะซื้อก็ได้หรือไม่ก็ได้ ทุกคนพูดคุยกันเป็นกันเองมาก เหมือนรู้จักมาก่อน เเต่ความจริงเเล้ว พวกเขาไม่ได้รู้จักกันเลย แต่อาศัยที่ได้ช่วยเหลือกัน ทำให้พวกเขารู้จักกัน
รถฟ้าจอดรับชายหนุ่มคนหนึ่ง มือของเขาเต็มไปด้วยถุงหิ้ว ข้าวของมากมาย คนในรถก็ช่วยกันยกของของเขาขึ้น ผู้ชายคนนี้สุภาพมาก เวลา มีเด็กหรือผู้หญิงขึ้นมานั่ง เขาจะลุกขึ้นเเละยกที่นั่งนั้นให้คนอื่นแทน ส่วนต้วเองก็เกาะหลังรถฟ้าไป
หญิงสาวที่เข้ามานั่งแทนที่ชายหนุ่มนั้น อาสาถือของของเขาอย่างเต็มใจ
"ให้ช่วยถือของนะคะ"
"ขอบคุณครับ"
ชายหนุ่มตอบรับอย่างยินดี
เด็กสาวนักเรียนคนหนึ่งติดรถมาด้วย เธอลงระหว่างทางที่กำลังเคลื่อเข้าสู่ลำพูน พี่ชายของเธอมารอรับเธอถึงหน้าบ้าน มุมิยังได้ยินเสียงบทสนทนาของพวกเขาทั้งสองคน
"ทำไมไม่มากับเพื่อนละ กิ๊ก รู้มั้ย พี่เป็นห่วง..."
จากนั้นชั้นก็ไม่ได้ยินเสียงบทสนทนาเมื่อรถเริ่มเลื่อนออกไปห่างขึ้น และมากขึ้น จนในที่สุด ภาพของสองพี่น้องก็หายไป เหลือแต่เสียงลมที่พัดตามความเร็วของรถ
ถึงช่วงหนึ่งของเส้นทาง หญิงผู้หนึ่งโบกรถ แม้รถจะแน่นหนาไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เธอก็นั่งบนพื้นรถได้ โดยอาศัยเก้าอี้เสริมที่คนในรถส่งต่อๆกันมา ซึ่งก็ดูปกติดีไม่มีไรที่น่าให้ตำหนิ แต่พอครั้นลงจากรถ หญิงสาวผู้คนหาเหรียญบาทที่จะจ่ายไม่เจอ ทำให้เธอจำเป็นต้องจ่ายบัตร 100 เล่นเอาคนในรถจำนวนหนึ่งพากันบ่นพำพึมว่าเสียเวลา ประมาณ ทำไมไม่เตรียมเงินก่อนลงรถละ
กลุ่มคนที่นินทานั้นเริ่มเงียบลง เมื่อไม่มีใครพูดอะไรอีก
หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นจ่ายเงินเรียบร้อย รถคันเล็กๆก็เริ่มออกเดินทางต่อไป..
หญิงสาวคนหนึ่งลงจากรถพร้อมกับถุงหิ้วมากมาย เพื่อนของเธอที่เป็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามตะโกนทักทายตามภาษาชาวเหนือ หล่อนส่งยิ้มทักทายก่อนเดินเข้าบ้านไป...
ภาพนั้นหายไปอีกครั้ง เมื่อรถเลี้ยวที่หัวมุมของถนน
ถึงช่วงหนึ่งของถนน คู่รักสองคนก็ได้ลงจากรถ ฝ่ายชายเป็นคนจ่ายเงิน โดยที่ฝ่ายหญิงนั้น ยืนหลบอยู่หลังรถ ชั้นเห็นฝ่ายชายคุยอะไรสักอย่างกับคนขับรถ ประมาณว่าตนว่าคนเดียวหรือไม่ก็สองคน โดย ชูนิ้วเป็นสัญญาลักษณ์ในการบอกจำนวนตัวเองคน และเข้าก็จ่ายเงินไป โดยที่ชั้นไม่รุ้ว่า เขาพูดปดกับคนขับรถ หรือ พูดจริง...
ระหว่างทาง มีชายพิการผู้หนึ่ง โบกรถ ขาของเขาเป๋ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเดิน เขาจะมีไม้เท้าค่อยช่วยพยุงตัวเอง เด็กชายหลายคน(ที่อาจจะเป็นหลานนะ) มาช่วยเขาพยุงเขาขึ้นรถ แต่ชายผู้นั้นก็กล่าวว่า
"ไม่เป็นไรหรอก อยู่ใกล้รถแค่นี้เอง"
คนที่ห้อยเกาะหลังรถนั้น หลีกทางให้เขาขึ้นรถ ชายผู้สูงอายุนั้น (ไม่อยากจะเรียกเขาว่าพิการนะ เอาเป็นว่าใช้ว่า ชายผู้สูงอายุ(ใจดี) เเล้วกันนะ) เขายิ้มอย่างไมตรีก่อนปีนขึ้นรถ และกล่าวขอบคุณกับชายที่หลีกทางให้เขาขึ้นรถ
ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายปลายทาง ชั้นลงที่ป้ายจอดรถที่ผู้คนส่วนใหญ่จะลงที่ป้ายนี้ (เพราะมันเป็นป้ายสุดท้าย)
มันเหมือนมีอะไรบ้างอย่างสอนชั้นในตอนนั้นว่า...
คนเราสามารถกำหนดเส้นทางของชีวิตได้ ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว
เราสามารถที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด หรือ สิ่งที่แย่ที่สุด
ถนนเส้นนี้ ก็เหมือนกับถนนเส้นชีวิตของคนจำนวนหนึ่ง..ที่มีชีวิตที่ต่างแตกกันมากมายทั้งด่านจิตใจและร่างกาย แต่พวกเขาก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะความที่รู้จักแบ่งปันกัน

"ถนน เปรียบเหมือน เส้นชีวิต"
edit @ 2006/12/25 19:21:35